วิปริตโลก แผ่นดินแห้ง-น้ำแข็งละลาย
วิปริตอุณหภูมิโลก แผ่นดินแห้ง น้ำแข็งละลาย
ตัวแทนของรัฐบาลได้ออกรายงานสรุปผลการศึกษาออกมาเมื่อปี 1996 ว่ามนุษย์คือผู้ทำให้โลก ร้อนขึ้นโดยไม่ควบคุมและยืนยันว่าปี 1996 และ 1997 ที่ผ่านมาโลกเราร้อนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์จากตัวเลขการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 จากปีเริ่มต้นอุตสาหกรรม ค.ศ.1860 หรือประมาณ 7,000 ล้านตัน ต่อปีเป็นอย่างน้อย ซึ่งตัวเลขนี้จะทำให้บรรยากาศโลกร้อนขึ้นอีกหลายองศา ฟาเรนไฮต์ ในอีก 20 ปีข้างหน้า ได้มีการคาดการณ์ว่าโลกจะร้อนขึ้นเฉลี่ย 1.8 ถึง 6.3 องศาฟาเรนไฮต์ ในปี 2060 โดยอาจจะน้อยหรือมากกว่าในบางภูมิภาค ขณะที่สหรัฐอเมริกานั้น อาจจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 5 -10 องศา โดยความชื้นผิวดินน้อยลงร้อยละ 10-30 แม้ตัวเลขนี้ดูเหมือนจะเล็กน้อย แต่ทว่าจะส่งผลให้ ดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงมหาศาล ดังที่เกิดมาแล้วในหลายส่วนของโลก อาทิ หนาวจัดกว่าปกติ ร้อนกว่าที่เคยเป็น หรือน้ำท่วมใหญ่ในเขตที่ไม่เคยผจญน้ำท่วมมาก่อน รายงานจาก สำนักงานสมุทรศาสตร์และบรรยากาศของสหรัฐ ได้ออกรายงาน เมื่อ 8 มกราคม 1998 ว่าปี 1997 นับเป็นปีที่ร้อนที่สุดในรอบ 100 ปี ร้อนกว่าปี 1990 ที่เคยร้อนมากที่สุดในอดีตประมาณ 8 ส่วน100 ของ 1 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ยังว่าปีที่ร้อนมาก 9 ปี ในศตวรรษนี้เกิดขึ้นในช่วง 11 ปีหลังนายทอม คาร์ล นักวิทยาศาสตร์อาวุโสของสำนักงานสมุทรศาสตร์รายงานว่าอุณหภูมิความร้อนในมหาสมุทร ในปี 1997 สูงกว่าปีใดๆ ในอดีต คือ สูงขึ้นเศษ 4 ส่วน 10 1 องศาเซลเซียส (โดยเฉลี่ยในช่วง 30 ปี จาก 1961-1990)
อเมริการ้อนขึ้นอีก 5-7 องศา
โดยสิ่งที่ทำให้น้ำทะเลร้อนขึ้นคือภาวะ เอลนิโญ นักวิทยาศาสตร์พบว่าน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือที่จับ แข็งมานานนักหนาเริ่มละลายแล้ว และเมื่อขุดเจาะลงไปในดินแถบขั้วโลก เหนือ เช่น ที่เมืองแฟร์แบงค์ รัฐอลาสก้า พบว่าอุณหภูมิใต้ ดินสูงขึ้นด้วย ที่น่าแปลกคือ ในปี 1997 นั้นทุกภูมิภาคของโลกร้อนขึ้น ยกเว้นอเมริกาเหนือซีกตะวันออก เขตทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและประเทศจีน กลับมีอากาศเย็นลงสันนิษฐานว่าในเขตเหล่านี้มีการปล่อยกำมะถัน ออกไซด์ขึ้นไปในบรรยากาศมากซึ่งจะไปปกคลุมและสะท้อนแสงอาทิตย์ กลับไปในบรรยากาศ อีก 30 ปี ธารน้ำแข็งจะละลายหมด
อีก 30 ปี ธารน้ำแข็งละลาย
แดนเนียล ฮิกเกล แห่งมหาวิทยาลัยเมสสาชูเซตต์ กล่าวว่า "การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกแม้เพียงเล็กน้อยจะมีผล ขยายกว้างเมื่อเกิดขึ้นกับระบบ ชีววิทยาทั้งมวล" ไข่ของปลาน้ำจืดจะไวมากต่อการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของน้ำ หากอุณหภูมิของน้ำ ในลำธารสูงขึ้น 6 องศาฟาเรนไฮต์ ปลาเทร้าในลำธารจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ในช่วงล่างของลำธาร เขตเทือกเขาแอปปาเลเชียน แต่ปลาทะเลบางชนิดจะมีพื้นที่หากินมากขึ้นไปในเขตคานาดา อีกราว 300 ไมล์ ซึ่งแต่เดิมขึ้นไปไม่ได้เพราะน้ำเย็นจัดจึงเป็น ผลดีต่อชาวประมงในแคนาดามีตัวเลขระบุว่าทุกอุณหภูมิเฉลี่ยที่สูงขึ้น 1.8 องศาฟาเรนไฮต์ จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการทำความอบอุ่นในบ้านเรือนชาวอเมริกาลดลงร้อยละ 11 ชาวอเมริกันในเขตเหนือ เช่น รัฐวิสคอนซิล จะลดค่าใช้จ่ายในการขนหิมะทิ้งได้มาก ขณะที่อุทยานธารน้ำแข็งในรัฐมอนตานาจะสูญเนียรายได้ จากการ ท่องเที่ยวที่เคยได้ปีละ 80 ล้านดอลลาร์เพราะธารน้ำแข็งจะละลายหมดเมื่อถึง ปี 2030 แม้จะยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้หากโลกร้อนขึ้น แต่ที่แน่นอนและเกิดขึ้นแล้ว คือระดับน้ำ ทะเล จะสูงขึ้นถึง 10 นิ้ว และ IPCC ได้ทำนายว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีก 12 นิ้ว ในปี 2050 และเพิ่มเป็น 23 นิ้ว ในปี 2100 สหรัฐจะสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งทะเลไปราว 10,000 ตารางไมล์ และหากน้ำทะเลสูงขึ้น 2 ฟุต เกาะสมิธในอ่าวเซอปีค ที่ชาวเกาะยังคงพูด ภาษาอังกฤษแบบสมัยควีนอลิซาเบธจะจมหายไปในทะเล
ขณะที่ชายหาดที่มอมมัธเคาน์ตี้ ในนิวเจอร์ซี่และชายหาดลองไอแลนด์ ในนิวยอร์ค แม้น้ำทะเลขึ้นสูงเพียง 1 ฟุตในปี 2050 หาดจะหดไปราว 100 ฟุต (เสรีภาพ, 2541 : 5-6)นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นโดยใช้แบบจำลองภูมิอากาศ โดยอาศัยสมมติฐานที่ว่าถ้าหากปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศของโลกในปี 2100 เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จากระดับปัจจุบัน พบว่าอุณหภูมิ ผิวพื้นโดยเฉลี่ยทั่วโลกสูงขึ้นประมาณ 1 ถึง 3.5 องศาเซลเซียสและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นประมาณ 15 ถึง 95 เซนติเมตร ซึ่ง ส่งผลต่อระบบนิเวศน์ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานของมนุษย์ โดยประมาณว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียสก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและการฟื้นฟูสภาพป่า โดยคาดว่าหนึ่งในสามของป่าที่มีอยู่ทั่วโลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางด้านชนิดพันธุ์พืช โดยเฉพาะกับบริเวณ ละติจูดสูงๆ ขณะที่ในบริเวณพื้นที่ น้ำแข็งปกคลุมประมาณว่าหนึ่งในสามถึงครึ่งหนึ่งของภูเขาน้ำแข็งในปัจจุบันจะหายไปในอีก100 ปีข้างหน้า
สำหรับภัยต่อมนุษย์นั้น จะเห็นผลชัดเจนกับประชากรบริเวณชายฝั่ง โดยประมาณว่าจะมีประชากรประมาณ 46 ล้านคนต่อปี ในปัจจุบันที่เสี่ยงภัยต่อน้ำท่วมเนื่องจากคลื่นซัดฝั่ง และหากระดับน้ำ ทะเลสูงขึ้น 1 เมตร จำนวนผู้เสี่ยงภัยน้ำท่วมจะสูงถึง 118 ล้านคนโดยเฉพาะกับประเทศที่เป็นเกาะเล็กๆจากการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 1 เมตร ซึ่งเป็นค่าสูงสุดตามที่ประมาณการสำหรับ ปี 2100 พบว่าเกาะเล็กๆ และพื้นที่บริเวณปากแม่น้ำเป็นบริเวณที่เสี่ยงภัยสูง โดยได้ประเมินการสูญเสียแผ่นดินของประเทศ ต่างๆ กับระบบป้องกันภัยที่มีอยู่ เช่น ปัจจุบันว่าประเทศอุรุกวัย จะสูญเสียร้อยละ 0.05 อียิปต์ ร้อยละ 1 เนเธอร์แลนด์ ร้อยละ 6 บังคลาเทศ ร้อยละ 17.5 และร้อยละ 80 สำหรับเกาะปะการังมาจูโรในหมู่เกาะมาร์แชล และประชากรที่ได้รับผลกระทบจะมีมากประมาณ 70 ล้านคนในจีนและบังคลาเทศ
ที่มา: sawasdee.bu.ac.th/article/sgl4204024.htm
แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 09 มีนาคม 2010 เวลา 18:32 น.)






















