โพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยของ "พ่อ"
ศูนย์เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ
ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ มาบเอื้อง

Navigation

ติดต่อเรา

มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ
เลขที่ ๑๑๔ ซอย บี ๑๒ หมู่บ้านสัมมากร สะพานสูง กรุงเทพฯ ๑๐๒๔๐
สำนักงาน ๐๒-๗๒๙๔๔๕๖ (แผนที่)
ศูนย์ฯ มาบเอื้อง ๐๓๘-๒๖๓๐๗๘ (แผนที่)


User login

ทำงานเป็น...เป็นอย่างไร?

ทุกวันนี้ อาจารย์ยักษ์ได้ยินหลายคนบ่นให้ฟังถึงความสามารถของเด็กรุ่นใหม่ๆ ว่า “ทำงานไม่เป็น” บ่นเสร็จแล้วก็มักจะตามต่อมาว่า สมัยฉันยังเด็กๆ นะ ทำอะไรได้มากมายกว่าไม่รู้ตั้งกี่เท่า ฟังแล้วก็รู้สึกตะหงิดๆ ใจว่าคำว่า “ทำงานเป็น” นั้นหมายถึงอะไร เพราะทุกวันนี้ แม้แต่ผู้ใหญ่ที่หลายคนชื่นชมว่า “ทำงานเก่ง” ทำงานสำเร็จเป็นเลิศนั้น หลายคนอาจารย์ยักษ์กล้าฟันธงได้เลยว่า “ทำงานไม่เป็น”
 
การทำงานเป็น ในความหมายที่เหมาะสมเวลาที่โลกกำลังเดินย่างเข้าสู่ปี 2012 อย่างเป็นจังหวะนั้น มีสิ่งที่ต้องตระหนักอยู่ 3 ประการสำคัญซึ่งจะส่งผลต่อความอยู่รอดของเพื่อนมนุษย์ หนึ่ง คือ งานทุกชิ้นที่ทำออกมาต้องได้ทั้งงานที่ทันเวลา ต้องได้ทั้งเพื่อน และต้องได้ทั้งการยกระดับจิตใจของตัวเองไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ควรที่จะให้ได้ทั้ง 3 เรื่องนี้ครบถ้วนจึงจะสามารถสู้กับวิกฤตได้
 
อาจารย์ยักษ์เรียกว่าภาวะวิกฤต หรือภาวะไม่ปกตินั้นไม่ได้เกินเลยไป ปัจจุบันทุกคนก็ได้รู้กันแล้วว่าโลกกำลังเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลง ทั้งจากสิ่งที่คาดเดาไม่ได้และสิ่งที่คาดเดาได้ เช่น การเกิดพายุสุริยะที่ส่งผลต่อปรากฏการณ์ต่างๆ  เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นและยังคาดเดาผลกระทบไม่ได้ ความแปรปรวนของสิ่งแวดล้อมที่คาดเดาได้แน่นอน ว่าภูมิอากาศของโลกจะเปลี่ยนแปลงไปแน่นอน เช่น เกิดหิมะตกในประเทศแถบยุโรป มีคนตายถึง 400 กว่าคน เกิดน้ำท่วมในกัมพูชา ฟิลิปปินส์ และประเทศต่างๆ หรือแม้กระทั่งน้ำท่วมในประเทศไทยที่มีคนตายกว่า 600 คน รัฐบาลประกาศว่า “เอาอยู่ๆแต่ผลสุดท้ายก็เสียเพื่อน และแท้จริงแล้วก็ไม่ได้งาน ทั้งเอาไม่อยู่และเสียเพื่อนไปด้วย ที่สำคัญตัวเองก็ไม่ได้ถูกพัฒนาจิตใจขึ้นไป ทำงานแล้วเสียทั้งสามอย่างแบบนี้ เรียกว่า “ทำงานไม่เป็น”
 
มาถึงวันนี้แล้ว หลายคนก็คงเชื่อมั่นว่า ถึงอย่างไรภัยพิบัติธรรมชาติปีนี้ก็คงจะแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างห้ามไม่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง น้ำท่วม แล้วหากมาเจอกับระบบการบริหารงานที่คนทำงานนั้น “ทำงานไม่เป็น” เราก็จะเห็นการขยับตัวไปตามกระแส ตัดสินใจบนความไม่รู้ สมมติเช่น ตัดสินใจปล่อยน้ำออกจากเขื่อนหมด แต่ฝนเกิดถล่มเข้ามาไม่ตรงกับพื้นที่เขื่อน น้ำก็จะไหลลงมาท่วมเหมือนเดิม แถมพื้นที่รับน้ำจากเขื่อนก็จะประสบกับปัญหาภัยแล้ง กลายเป็นการทำงานที่ถูกด่า เพื่อนก็ไม่ได้ ทักษะฝีมือของตัวเองก็จะไม่ได้รับการพัฒนาขึ้นซ้ำยังโดนบั่นทอนกำลังใจ งานที่ทำก็แย่ลง แล้วสิ่งที่น่าเป็นห่วงขนาดนี้ คือ คนเห็นชัดว่า บนอากาศ บนฟ้า มีความแปรปรวน แต่สถานที่ซึ่งคนไม่เห็น คือ ใต้ทะเล กระแสน้ำอุ่น น้ำเย็น ที่เกิดการไหลเวียนผิดปกติ จะส่งผลกระทบต่อปะการังใต้ทะเล ทำให้ปลาตาย สัตว์น้ำตาย กระทบต่อห่วงโซ่อาหาร คนที่อาศัยอาหารจากทะเลก็จะไม่สามารถหาอาหารมาป้อนได้ แน่นอนว่าผลสะเทือนดังกล่าวจะกระเทือนถึงชาวประมงที่จับปลา กระทบถึงโรงงานแปรรูปอาหาร กระเทือนถึงผู้ค้าส่ง ค้าปลีก ความไม่พอเพียงด้านอาหารจะแพร่กระจายไปทั่วโลก นี่คือสิ่งที่อาจารย์ยักษ์เป็นห่วง ยิ่งถ้าระบบการจัดการของสังคม หรือแม้ของโลก เป็นระบบที่ไม่สามารถกระจายอาหารไปยังที่ต่างๆ อย่างไม่เป็นธรรมแล้วล่ะก็ จะยิ่งก่อให้เกิดขัดแย้ง   ตัวอย่างง่ายๆ ปีที่แล้ว การก่อตัวของพายุ 28 ลูก ปีนี้คาดหมายว่ามากกว่า 30 ลูก ปีที่แล้วโดนหางๆ 5 ลูก ไม่ได้เจอตรงๆ ถ้าปีนี้โดนหางๆ 5 ลูกเท่าเดิม แต่โดนหมัดตรง 1 ลูก จะเกิดอะไรขึ้น น้ำที่ทะลักลงมาชาวนาก็ไม่ยอมให้ผ่าน ชาวสวนไม่ยอม อุตสาหกรรมก็ไม่ยอม เมืองก็ไม่ยอม โรงพยาบาลก็ไม่ยอม น้องน้ำจะไปทางไหน เมื่อถูกปิดล้อม น้ำจะยกสูงขึ้น ที่ไหนอ่อนแอจะพังลง พอพังน้ำจะตีโอบล้อมทั้งหมด ก็จะอาการหนักกว่าปีที่แล้ว เสียหายทั้งหมด จะเสียทรัพยากรไปอย่างมหาศาล แต่ถ้ารวมตัวกันทั้งระบบเก็บน้ำไว้ข้างบน กระจายเก็บน้ำให้ซับลงไปในภูเขาให้ได้มากที่สุด ปล่อยเหลือลงมาให้น้อยที่สุด พอลงมา จัดการให้มีหนอง มีโคก ให้ซับลงดินมากที่สุด จะเหลือหลากลงมาท่วม อยุธยา ปทุม นนทบุรีน้อย ในขณะเดียวกันก็ต้องวางแผนกระจายเปิดทางน้ำหลากลงไปหาทะเลอย่างเป็นระบบ แน่นอนว่าคนบางส่วนต้องเสียสละ ในขณะเดียวกันคนที่เสียสละก็ต้องมีคนที่ไม่เดือดร้อนลงไปดูแลเขา จนเขามั่นใจได้ว่าเขาไม่ได้ถูกละเลย ไม่เช่นนั้น สังคมจะเดือดร้อนเต็มไปหมด และไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะไปจัดการความขัดแย้งนั้นได้ ปีนี้ถ้าชาวบ้านรวมตัวกันสู้ เขายอมตาย
 
อาจารย์ยักษ์ก็ห่วงใยมาหลายๆ เรื่อแล้ว แต่เรื่องที่ห่วงที่สุดก็คือว่า น้ำยังไม่ทันจะมา แล้งนี้พออากาศร้อนๆ เดือนเมษา คนก็ใจร้อนๆ แทนที่จะสาดน้ำกัน ก็ดูเหมือนว่าจะสาดอะไรใส่กันอย่างยากที่จะคาดเดา หวังว่า สิ่งที่สาดใส่กันน่าจะเป็น “น้ำยาอุทัย” สีสันชื่นใจ และเป็นกลิ่นที่งดงามในความเป็น “ไทย” + 
แหล่งที่มา: 
พอแล้วรวย คม ชัด ลึก ฉบับวันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2555