โพธิวิชชาลัย
จังหวัดสระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา และชลบุรี มีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นเทือกเขา ที่ประกอบไปด้วยป่าไม้ที่มีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก เทือกเขาเหล่านี้เชื่อมต่อกันไปตามจังหวัดต่างๆและด้วยความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าธรรมชาติ บริเวณดังกล่าวจึงกลายเป็นบริเวณลุ่มน้ำ (พื้นที่สมบูรณ์)เหมาะแก่การเพาะปลูกเพราะเป็นแหล่งสะสมของแร่ธาตุต่างๆมากมาย นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วยสัตว์น้ำอันเป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติของประชาชนโดยรอบและยังเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญหลายสายที่หล่อเลี้ยงผู้คนทั้งภูมิภาคเช่น แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำมูล แม่น้ำบางปะกง รวมทั้งสาขาของแม่น้ำต่างนอกจากนี้ความขัดแย้งในตัวเองด้านของการพัฒนานโยบายกับการจัดการ ทรัพยากร ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับบทบาทการพัฒนาจังหวัด ในระดับภูมิภาค ศักยภาพของชุมชนท้องถิ่นในการจัดการใน ระดับลุ่มน้ำ มีการรวมตัวกันเพื่อการจัดการในรูปแบบที่หลากหลายและมีความไม่ลงรอยกับการจัดการ ในเชิงขอบเขตการปกครองที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามแผนและงบประมาณ ขาดความชื่อมโยงที่ใกล้ชิด ล้วนเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตของการบุกรุกทำลายทรัพยากร ดิน น้ำและป่าอย่างไร้ขีดจำกัด ทั้งที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์ของคนทั้งประเทศ โดยขณะนี้จังหวัดสระแก้วในฐานะพื้นป่าต้นน้ำบางปะกง ปราจีนและโตนเลสาบ จึงได้ประสบปัญหาสิ่งแวดล้อม ป่าต้นน้ำถูกทำลาย กลุ่มธุรกิจเอกชนรุกที่ดินเพื่อปลูกพืเชิงเดี่ยว ดินเสื่อมโทรม ปัญหาความแห้งแล้งและมีการใช้สารเคมีในพื้นที่ต้นน้ำในปริมาณสูงผลขอการบุกรุกทำลายป่าและปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นจำนวนมหาศาลส่งผลกับสุขภาวะของประชากรที่ต้องเกี่ยวข้องกับลุ่มน้ำในภูมิภาค กว่า ๔๐ ล้านคนดังนี้
๑.เมื่อป่าถูกทำลาย ไม่มีไม้คลุมดินจึงเกิดภัยพิบัติดินถล่มทำความเสียหายให้กับทรัพย์สินและชีวิตของประชาชน
๒.นอกจากดินถล่มแล้ว เวลาที่ฝนตกหนักเมื่อไม่มีป่าซับน้ำก็เกิดวิกฤตน้ำท่วมทำความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง
๓.เมื่อเกิดภาวะน้ำท่วมย่อมเกิดโรคระบาดตามมา
๔.เมื่อประชาชนสูญเสียทรัพย์สินรวมทั้งบุคคลในครอบครัว ย่อมส่งผลกระทบด้านจิตใจและสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
๕.การสูญเสียผลผลิตทำให้ไม่มีรายได้เกิดภาวะหนี้สิน ซึ่งส่งผล ต่อสุขภาวะในที่สุดนอกจากนี้การปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่มีการใช้ สารเคมีเป็นจำนวนมากส่งผลต่อสุขภาวะของประชากรคือ
๕.๑. สารเคมีส่งผลในเรื่องสุขภาพโดยตรงต่อเกษตรกรผู้ใช้สารเคมีรวมทั้งประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง
๕.๒. สารเคมีตกค้างในพืชอาหาร เมื่อออกสู่ตลาด มีผลตรง ต่อผู้บริโภค
๕.๓. สารเคมีไหลลงสู่แหล่งน้ำทำให้น้ำเน่าเสีย สัตว์น้ำอาศัยไม่ได้ หรือสะสมอยู่ในสัตว์ซึ่งเป็นวงจรอาหาร ของ ประชาชน เมื่อแหล่งน้ำไม่มีคุณภาพประชาชนก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำได้
๕.๔ เมื่อแหล่งน้ำที่มีคุณภาพลดลง จึงเกิดปัญหาแย่งชิง แหล่งน้ำที่ยังมีความสมบูรณ์อยู่ที่นับวันจะยิ่งเหลือน้อยลงไป และบ่อยครั้งที่การแย่งชิงแหล่งน้ำนำไปสู่ความรุนแรง
๕.๕. การปลูกพืชเศรษฐกิจจำนวนหลายล้านไร่ ในหลาย จังหวัดเป็นพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวต่างถิ่นที่มีผล มากกับน้ำใต้ดิน ทำให้เกิดความไม่สมดุลของแรงดันระหว่างน้ำใต้ดินกับน้ำทะเล ส่งผลให้น้ำทะเลค่อยๆดันรุกพื้นที่อยู่อาศัยที่มีอาณาเขตติดกับทะเล หรือเป็นที่ลุ่มเช่น กรุงเทพฯ สมุทรปราการ รวมทั้งพื้นที่การเกษตรต่างๆ มากขึ้นทุกวัน ส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วม ไม่มีที่ทำกินและที่อยู่อาศัยส่งผลกับสุขภาวะของคนจำนวนมากในที่สุด เมื่อปัญหาเหล่านี้ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จึงเกิดการรวมตัวของคณะทำงานที่มาจากหลากหลายภาคส่วน ประกอบด้วย ๕ ภาคส่วน เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นดังนี้
• ภาครัฐ/ราชการ ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว
• ภาควิชาการ ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดสระแก้ว
• ภาคประชาสังคม สถาบันเศรษฐกิจพอเพียงมูลนิธิเศรษฐกิจพอเพียง ศูนย์ศึกษากสิกรรมธรรมชาติสระแก้ว(บ้านดิน) มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
• ภาคธุรกิจเอกชน ได้แก่ บริษัทน้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน)
• ภาคประชาชน ได้แก่ ประชาชนจาก ๙ อำเภอ จังหวัดสระแก้ว ที่เข้าอบรมโครงการศูนย์ปราชญ์ ชาวบ้าน หลักสูตร “หลักกสิกรรมธรรมชาติสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง ” (ปี ๕๐ –๕๑ ) คณะทำงานทุกภาคส่วนได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่าน มาประยุกต์ไปสู่การปฏิบัติให้ เกิดประโยชน์แท้แก่ประชาชน จึงเป็นที่มาของการจัดทำโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อพลังงานทดแทนและป่าต้นน้ำจังหวัดสระแก้ว และลงนามความร่วมมือของ ๕ ภาคส่วนอย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์ประชุมราชการจังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๐ โดยมีข้าราชการ ทหาร พ่อค้าและประชาชนร่วมเป็นสักขีพยานไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ คน โดยมีเป้าหมายเบื้องต้นดังต่อไปนี้ ๑.ก่อตั้งสถาบันการศึกษาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (วิทยาลัยโพธิวิชชาลัยมหาวิทยาลัยศรีนครินทร วิโรฒจังหวัดสระแก้ว )บนเนื้อที่ ๖๑ ไร่ เพื่อพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นและการผลิตบัณฑิตคืนถิ่น

๒.เตรียมความพร้อมของประชาชนและบุคลากรผู้เกี่ยวข้องโดยกลุ่มเป้าหมายระยะสั้น ๑ วัน และโดยการอบรมตามหลักสูตรระยะเวลา ๕ วัน ๔ คืน รวมทั้งการประชุมสัมมนาผู้เกี่ยวข้องทั้ง ๕ ภาคส่วน เพื่อทำความเข้าใจ
๓.จัดหาและสนับสนุนพื้นที่ปฏิบัติการต้นแบบในการปลูกพืชพลังงาน พืชอาหาร ด้วยวิธีการทำเกษตรอินทรีย์ และปลูกป่า ๓ อย่างประโยชน์ ๔ อย่าง อย่างน้อยในสัดส่วน ๗๐:๓๐
๔.จัดทำระบบฐานข้อมูลชุมชน และกระบวนการวิจัยท้องถิ่นในเรื่อง การจัดการระบบการผลิตพืชอาหาร และการพัฒนาพลังงานทดแทนเพื่อลดการนำเข้า ในด้านยุทธปัจจัยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (๒๐ ไร่ )

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.pothi.org/



















